วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565


 

ประโยชน์ที่ควรรู้ของน้ำมันปลา

น้ำมันปลาคือสารอาหารกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งสกัดได้จากส่วนต่าง ๆ ยกเว้นจากตับของปลาทะเลบางชนิด สารสำคัญในน้ำมันปลาที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่ม “โอเมก้า-3” (Omega 3 Polyunsaturated fatty acids) น้ำมันปลาที่มีสภาพเป็นน้ำมันบริสุทธิ์หรือเป็นไตรกลีเซอไรด์บริสุทธิ์จะมีองค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มโอเมก้า-3 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า-3 ประกอบด้วยกรดไขมันหลัก 2 ตัว คือ “ดีเอชเอ” (DHA, Docosa-hexaenoic Acid) และ “อีพีเอ” (EPA, Eicosa-pentaenoic Acid) จะส่งผลต่อกลไกการทำปฏิกิริยาระดับเมแทบอลิซึมที่เกี่ยวพันกับดีเอ็นเอ ดังนั้น กรดไขมันโอเมก้า-3 จึงถูกจัดเป็น “สารเมแทบอโลมส์” (Metabolomes) 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่กล่าวถึงบทบาทของกรดไขมันโอเมก้า-3 ในการยืดอายุขัยทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทีนี้จึงขอแบ่งบทบาทของกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีต่อกลไกการยืดอายุขัยและชะลอความชราออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 

1. Anti-inflammatory หรือการต้านการอักเสบ

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมถอยลง นำไปสู่การเกิดภาวะอักเสบในเซลล์และอวัยวะต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอักเสบ ภูมิต้านทาน และความชราภาพเช่นนี้เองทำให้เกิดคำใหม่เรียกว่า Inflammaging อันหมายถึงภาวะอักเสบจากความเสื่อมถอยของภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากความชราภาพ นำไปสู่การสิ้นอายุขัยของเซลล์ จึงกล่าวได้ว่าความชราภาพคือภาวะอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั่นเอง การลดภาวะอักเสบจึงเป็นกลไกสำคัญในการยืดอายุขัยและลดความชราภาพ มีข้อมูลวิจัยยืนยันว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 จากปลา ทั้งชนิด EPA และ DHA สามารถลดภาวะอักเสบในเซลล์ผ่านกลไกการเพิ่มสารต้านอาการอักเสบ (Anti-inflammation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับสารเมแทบอไลท์ตัวสำคัญคือ PGE3, PGD3, PGI3 (LTB5) และ TXA3 รวมทั้งสารอนุพันธุ์ของสารเหล่านี้บางตัว ดังนั้นการที่กรดไขมันโอเมก้า-3 สามารถลดภาวะอักเสบเรื้อรังด้วยกลไกทางเมแทบอโลมิกส์เช่นนี้ จึงส่งผลให้ความชราภาพถูกชะลอให้ช้าลงได้

2. Good mind หรือการเติมอารมณ์เบิกบาน

กรดไขมันโอเมก้า-3 ได้รับสมญานามอย่างไม่เป็นทางการว่า Happy fat หรือไขมันก่อสุข เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า-3 ทั้งชนิด EPA และ DHA สามารถออกฤทธิ์ลดภาวะซึมเศร้าได้ โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางตัวที่ทำลายเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่สร้างขึ้นในสมอง การลดลงของสารเซโรโทนินก่อปัญหาในผู้ป่วยทางสมองหลายกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยสมาธิสั้น (ADHD, Attention Deficit Hyperactivity Disorder) ไบโพลาร์ จิตเภท และผู้ป่วยทางอารมณ์บางกลุ่ม เช่น ภาวะซึมเศร้า ดังนั้นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าอันเป็นผลจากการขาดสารเซโรโทนิน นั่นคือการได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณไม่เพียงพอนั่นเอง ที่สำคัญ ภาวะซึมเศร้าตลอดจนโรคทางสมองอื่นๆ ยังเร่งความชราภาพให้เกิดมากขึ้นด้วย

3. Elongated Telomere หรือการต่ออายุขัยให้เทโลเมียร์

เทโลเมียร์คือดีเอ็นเอที่อยู่ส่วนปลายสุดของโครโมโซมแต่ละแท่ง หน้าที่สำคัญคือกำหนดอายุขัยของเซลล์ ทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว เทโลเมียร์จะสั้นลง ด้วยเหตุนี้เมื่ออายุเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่วัยชรา เทโลเมียร์ที่ผ่านการแบ่งตัวหลายครั้งจึงสั้นลงจนไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก เป็นผลให้อายุขัยจบสิ้นลง ความยาวของเทโลเมียร์จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสื่อมสภาพของเซลล์ การยืดอายุขัยอาจทำได้โดยทำให้เทโลเมียร์ยาวขึ้น หรือโดยชะลอการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ ซึ่งทั้งสองกรณีนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจกลไกดีนัก รู้เพียงว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ออกฤทธิ์ชะลอการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ได้

เครดิต : เวปไซด์ StudioABO Amway Thailand

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เกิดมาทำไม? (ตอนที่ 2) สิทธิและหน้าที่


ในตอนแรกเราคุยกันว่าด้วยเรื่องของการพึ่งพิง

เราคุยกันว่าคนเรามี 3 กลุ่ม คือ คนพึ่งคนอื่น, คนพึ่งตัวเอง และคนเป็นที่พึ่งของคนอื่น

จริง แล้วในแต่ละวัน หรือแต่ละช่วงเวลา บริบทของชีวิต อาจสลับบทบาทไปมา ระหว่าง 3 แบบ ...เช้าพึ่งคนอื่น กลางวันพึ่งตัวเอง เย็นเป็นที่พึ่งให้คนอื่น (อะไรงี้) .....แต่เอาเป็นว่า ใครวางบทบาทให้ตัวเองเน้นหนักไปในทางไหน มันก็คือ จะมีผลกับบั้นปลายของชีวิต 

เพราะในที่สุดแล้ว เมื่อถึงวันหนึ่งของชีวิต เมื่อสมรรถภาพร่างกายเราไม่ยอมให้เราพึ่งตัวเองได้แล้ว เมื่อนั้นจึงเป็นการพิพากษาว่า เราจะจากไปอย่างสงบ เพราะมีคนอาสามาห้อมล้อมดูแลเรา(เพื่อตอบแทน) หรือเราจะตกนรกทั้งเป็นเพราะดิ้นรนทุกข์ทรมานก่อนตายอยู่ลำพัง (เพราะไม่เคยดูแลใคร สุดท้ายก็ไม่มีใครมาดูแล) ตายไปก็ตกนรกอยู่ดีเพราะจิตไม่สงบตอนละสังขาร

เราพิพากษาตัวเองได้ตั้งแต่บัดนี้ว่า เราจะเอายังไงกับบั้นปลายชีวิตตัวเอง

อีกบริบทหนึ่งที่ผมอยากให้เราทำความเข้าใจกับชีวิตคือเรื่องของการทำหน้าที่ และการใช้สิทธิ

การอยู่ร่วมกันในสังคมทุก ระดับ จะต้องมีสมดุลสองด้านระหว่างหน้าที่ กับสิทธิ

ระหว่างสามีภรรยา ต่างคนมีหน้าที่ของแต่ละคน และแต่ละฝ่ายก็มีสิทธิของแต่ละฝ่าย....สามีมีหน้าที่ของสามี และก็มีสิทธิที่เป็นสามี, ภรรยาก็มีหน้าที่ของภรรยา และก็มีสิทธิของภรรยา

พ่อแม่...มีหน้าที่ของพ่อแม่ และก็มีสิทธิความเป็นพ่อแม่,

ลูก...มีสิทธิความเป็นลูก และก็มีหน้าที่ของลูก

นายจ้าง....มีหน้าที่ของนายจ้าง และมีสิทธิในฐานะเป็นนายจ้าง,

พลเมือง.....มีหน้าที่ของพลเมือง และมีสิทธิของพลเมือง,

ทุก บริบทความสัมพันธ์ ย่อมมีหน้าที่ และสิทธิ เข้ามาเกี่ยวพันธ์ ......คำว่าหน้าที่มันเป็นไปตามความรับผิดชอบ ส่วนคำว่าสิทธิมันก็เป็นไปตามสถานะ

จริง แล้ว ภรรยา มีสิทธิ์ในฐานะภรรยา อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันแรกที่เป็นภรรยา แต่สิทธิดังกล่าว จะคงสภาวะอยู่ได้ระยะหนึ่ง ตราบเท่าที่ภรรยาได้ทำหน้าที่ภรรยาได้อย่างสมดุลย์ กับสิทธิที่ตนได้รับ

เรียกว่าเป็นความสมดุลระหว่างสิทธิ และหน้าที่

คนที่เรียกร้องสิทธิ มากกว่าทำหน้าที่ ....หรือเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่ทำหน้าที่ ....เวลาผ่านไปเรื่อย ความชอบธรรมในสิทธิมันจะค่อย หมดไปเอง และในที่สุด สถานะภรรยามันก็จะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย (สภาวะหย่าร้าง)

พ่อแม่ ไม่ทำหน้าที่พ่อแม่ ในที่สุดก็ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิที่พ่อแม่ควรได้ คือลูกมันจะไม่ค่อยอยากกลับมาดูแลพ่อแม่

ลูกไม่ทำหน้าที่ลูก พ่อแม่มันก็ตัดออกจากกองมรดก เพราะพ่อแม่ก็ต้องเก็บทรัพย์ไว้เลี้ยงตัวเองตอนแก่

ดังนั้น เราจึงควรได้ตระหนักถึงการทำหน้าที่ให้มากกว่าการเรียกร้องสิทธิ” 

เมื่อผมแต่งงาน ผมคิดออกในเรื่องแบบนี้ จึงตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่โดยไม่เคยคิดเรียกร้องสิทธิ....ภรรยาจึงรู้สึกโชคดีที่มีสามีแบบผม เธอจึงซาบซึ้ง รู้สึกเป็นบุญคุณ และตอบแทนผมด้วยการทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มที่ ผลคือตลอดชีวิตครอบครัวของผม ลูกไม่เคยมีประสบการณ์พ่อแม่ทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว

สรุป คนที่ทำหน้าที่มากกว่าการใช้สิทธิ คือคนประเภทรับภาระ” .....คนที่เรียกร้องสิทธิมากกว่าทำหน้าที่ คือคนประเภทเป็นภาระ” 

ในสังคม จะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลเป็นความเจริญรุ่งเรือง ทั้งของสังคมและส่งผลถึงสมาชิกในกลุ่มด้วย.....คนที่รับภาระจะเป็นคนที่ได้รับเกียรติจากกลุ่ม ให้เป็นสมาชิกระดับวีไอพีของกลุ่ม.....ส่วนคนที่เป็นภาระในที่สุดจะถูกขับออกจากกลุ่ม


ชีวิต จึงออกแบบได้จากการทำความเข้าใจเรื่องนี้..... “สมดุลของสิทธิ และหน้าที่

เกิดมาทำไม? (ตอนที่ 1 ) การพึ่งพิง

มักจะมีคำถามเสมอ เกี่ยวกับชีวิตทำนองว่า คนเรานั้นเกิดมาทำไม?” หรือเกิดมาเพื่ออะไร?”

สำหรับผม ผมคิดว่ามันเสียเวลาที่จะไปหาคำตอบ เพราะใครจะไปตอบได้ ถึงจะตอบ คำตอบมันก็เป็นแค่ความเห็นและ ความเห็นมันอ้างอิงอะไรไม่ได้ 

ความเห็นมันคือความรู้ในระดับต่ำสุดของมนุษย์

(หมายเหตุ: ผมไม่รวมคำสอนของศาสดาใด มาเกี่ยวข้องกับบทความนี้นะครับ)

แต่ไหน เราก็เกิดมาแล้ว เป็นเจ้าของชีวิต(เดียว)ของเราแล้ว
ทำไม?.... แทนที่เราจะมาหาคำตอบกับคำถามที่ว่าเราเกิดมาทำไม?” ....ไม่ดีกว่าหรือที่เราจะมาหาคำตอบว่า เราควรจะทำอะไรกับชีวิตของเราดี?” 

เราจะเป็นเจ้าของชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง และจนถึงบั้นปลายของชีวิต เราก็จะต้องทิ้งชีวิตไป.....ดังนั้น เราควรมาหาคำตอบของชีวิตของเราว่า ก่อนจะทิ้งชีวิตนี้ไป (ไปไหนก็ช่าง) ....

"ในช่วงสุดท้าย เราอยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร?”

สิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์โลก ส่วนใหญ่จะมีช่วงชีวิต”, หรือช่วงการใช้เวลาในชีวิตอยู่ 3 โหมดคือ

โหมดของการพึ่งพิง, โหมดการพึ่งตัวเอง และโหมดการเป็นที่พึ่ง

สัตว์โลกส่วนมากเป็นอย่างนั้น ....มนุษย์ ก็เป็นอย่างนั้น

คนพึ่งคนอื่น เป็นภาระของคนอื่น ......แบบนี้ไม่น่าเกิดมาหนักแผ่นดิน

คนพึ่งตัวเอง ดีหน่อย ......แต่แบบนี้เกิดหรือไม่เกิด มีค่าเท่ากัน

คนเป็นที่พึ่งของคนอื่น เป็นผู้รับภาระ .....แบบนี้ควรเกิดมาเยอะ

คน 3 แบบนี้ 

แบบแรก จะทุกข์ทรมานแสนสาหัสก่อนตาย เพราะพอถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ก็จะหมดที่พึ่ง ไม่มีใครให้เกาะ โดนทิ้งให้ตายคนเดียวแบบทรมาน

แบบที่สอง คนเราพึ่งตัวเองได้จำกัดแค่ช่วงที่มีแรง แต่บั้นปลายชีวิตที่ก็หมดแรง เมื่อถึงเวลาบั้นปลายดูแลตัวเองไม่ได้ ก่อนตายก็ต้องทรมานอยู่คนเดียวเช่นกัน เพราะไม่เคยดูแลใคร

แบบที่สาม เป็นที่พึ่งของคนอื่น.....ก่อนตาย จะมีคนที่เคยได้รับการดูแลแวดล้อมเข้ามา ทำให้ไม่ถูกทิ้งให้ตายแบบโดดเดี่ยวทรมาน



ไม่ต้องหาคำตอบว่าเกิดมาทำไม ไหน ๆ ก็เกิดมาแล้ว.....ตอนเกิดเราเลือกไม่ได้ แต่ตอนตายเราเลือกได้แน่นอน เพราะชีวิตเป็นของเรา เราลิขิตเองได้

ต่อตอนที่ 2

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ประสบการณ์ 4 เดือน กับ Macbook 12"



ผมใช้ Windows มาตั้งแต่ win 3.11 จนถึง win 7 มาเปลี่ยนเป็น mac ตั้งแต่เมื่อ 6 - 7 ปีก่อน ใช้ macbook pro 13 นิ้ว เปลี่ยนมา 2 เครื่อง ล่าสุดวันนี้ ผมใช้ macbook 12 นิ้ว ลองมาดูกันนะครับว่า 4 เดือนที่ใช้มา เป็นอย่างไรบ้าง

เดิมใช้ MBP 13" ปี 12 รุ่น HD 750 GB อยู่ครับ รู้สึกว่ามันช้ามาก โดยเฉพาะเวลาปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ ช้าจนหลับได้เป็นตื่นเลยกว่าเครื่องจะพร้อมให้ทำงาน

ตอนแรกคิดว่าจะ Upgrade เป็น SSD ครับ ดูราคาแล้วก็ประมาณหมื่นกว่า ๆ ได้สัก 512 GB ก็ยังดี เก็บเงินไว้จนพร้อมกะว่าจะเปลี่ยนซะทีละ เพราะเห็นรีวิวกันในเวปต่าง ๆ แล้วว่ามันเร็วขึ้นเยอะ แค่เปลี่ยน HD เป็น SSD แล้วถอดเอา HD เดิมมาใส่ในช่องที่เป็น DVD ถอด DVD ทิ้งไป ใช้ SSD เป็น HD หลัก ใช้ HD เก่าเป็น EXT HD (เขียนแล้วอ่านเองยังงง 555)

ต้องเล่าก่อนเล็กน้อยนะครับว่า ทำไมผมหันมาใช้ MAC จากเดิมที่ใช้ Windows มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ตอนนั้นเริ่มตั้งแต่ Windows 3.1 เลยทีเดียว จนเครื่อง Notebook ล่าสุดก็เป็น Windows 7

สั้น ๆ นะครับ คือมันเสถียรกว่า, ไม่ค่อยแฮงค์, ไม่ค่อยมีไวรัสกวนใจ, เวลาใช้งานเชื่อถือได้ไม่ติดขัด, Software ต่าง ๆ ใช้งานง่าย เรียนรู้ง่าย .....ข้อดีสุด ๆ ที่มัดผมไว้กับ Apple คือระบบ Apple Account มันสมบูรณ์แบบ อุปกรณ์ของ Apple ทุกอันเช่น Macbook, iPad, iPhone, Apple TV และอื่น ๆ มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน Apple ID Account เมื่อใดที่ผมเปลี่ยนอุปกรณ์ นำมา Restore จาก Backup ตัวเดิมใช้งานต่อเนื่องได้ทันที ระบบ Cloud ที่เชื่อมข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ ที่เราใส่ข้อมูลไว้ที่เครื่องหนึ่ง สามารถเปิดใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้เลยเพราะมันเชื่อมเข้าหากัน แค่มีพื้นที่ใน iCloud สัก 50 GB เสียเงินรายเดือนแค่ 35 บาทเท่านั้นเอง

ผมอยากเปรียบเทียบให้ดูระหว่าง Mac กับ Windows ง่าย ๆ เรื่องเดียวที่ต่างกันมาก ๆ คือ เรื่องการ Format เครื่องเพื่อติดตั้ง OS ใหม่ แล้วลงโปรแกรม กับข้อมูลงานใน HD ใหม่

เอาฝั่ง Mac นะครับ คือเมื่อผมได้เครื่องใหม่มา ผมแค่

  • ล้าง HD
  • ลง Mac OS ล่าสุดใส่รหัส Apple ID ของตัวเอง (ฟรี และให้ Update ฟรีตลอด ใช้ ID ของเราติดตั้งกี่เครื่องก็ได้)
  • เสียบ HD ที่ทำ Backup แล้วสุดท้ายก็ Restore ข้อมูล ทั้งโปรแกรมเดิม และข้อมูลในเครื่องที่มีอยู่เดิมมาใส่ในเครื่องใหม่ แป๊บเดียวเสร็จ (ไม่ถึงครึ่งวันกับข้อมูลในเนื้อที่ 400 กว่า GB)


แต่เทียบกับฝั่ง Windows นะครับ สิ่งที่ผมต้องทำคือ

  • ล้าง HD
  • ลง Windows .....ไม่ฟรีต้องซื้อ ใส่ได้ครั้งเดียว หรือจำกัดการติดตั้งแล้วแต่ราคา
  • ลง Drivers ให้ตรงกับเครื่องยี่ห้อของเรา .....Mac ไม่ต้องทำ
  • ลง Anti Virus, Anti Maleware .....Mac ไม่ต้องทำ
  • Update Windows เสียเวลาทั้งวัน ..... Mac ไม่ต้องทำ (น่ารำคาญที่สุดคือ มันจะให้ ปิด ๆ เปิด ๆ ทั้งวันเช่นกัน ทิ้งเครื่องหนีไปนอนเล่นก็ไม่ได้ และทุกครั้งที่มีการ Update windows เครื่องมันก็จะสั่งให้ปิด ๆ เปิด ๆ อยู่เรื่อย ๆ บางทีเราทำงานเสร็จ แต่เครื่องมันดาวน์โหลดตัว Update มา มันก็บังคับให้เรารอ และสั่งห้ามไม่ให้ปิดเครื่อง อัพเดทบางตัวต้องปิด ๆ เปิด ๆ 3 - 4 ครั้ง
  • Update Anti Virus หลายนาที .....Mac ไม่ต้องทำ
  • ติดตั้ง Software ทีละตัว .....หลายตัวต้อง crack เพราะมันแพงมากซื้อไม่ไหว
  • Copy ไฟล์ข้อมูลมาใส่ใน HD
  • จากนั้นในระหว่างใช้งาน Windows สิ่งที่ต้องทำรายวันคือ update ทั้ง windows และ anti virus ทำ scan virus, ทำ clean-up harddisk และเวลามีคนเอา ext drive มาเสียบก็ต้องคอย scan ทั้งหมดนี้ Mac ไม่ต้องทำ !!!! และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ ทำทุกอย่างแล้ว มันยังแฮ้งค์ เป็นระยะ ๆ ประมาณสองสามวันครั้ง โมโหมากตอนปิดเครื่องมันดาวน์โหลด update มา แล้วมาห้ามปิดเครื่อง.....ฯลฯ (ไม่ให้ปิดแล้วจะกลับบ้านยังไง?)
เท่าที่จำได้นะครับ และเท่าที่ทำใน Windows 7 ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่า Windows เวอร์ชั่นหลังจากนั้นเขาทำกันยังไง แต่ตอนนั้น สองสามวัน เครื่องยังไม่เข้าที่ให้ใช้งานเลย....อันนี้ผมไม่ไปเทียบกับคนที่ให้คนขาย Format ลง Windows มาให้นะครับ เพราะการไปจ้างเขาทำ คุณจะไม่ได้ Windows ที่ Update และบางทีไม่ได้โปรแกรมต่าง ๆ สำหรับดูแลระบบ เช่น Anti Virus หรือตัว Cleaning ต่าง ๆ

เอาเป็นว่า ผมจะไม่กลับไป Windows อีกเด็ดขาด

กลับมาพูดถึง Macbook 12 นิ้ว ที่ผมซื้อมานะครับ ก่อนอื่นทำไมตัดสินใจซื้อแทนที่จะ Upgrade คำตอบคือ ราคามันพอ ๆ กัน ....เมื่อผมซื้อมือสอง จากร้านที่เชื่อถือ และเอา Macbook Pro ตัวเก่า ตีราคารวมกับเงินหมื่นกว่าบาท กับ Apple TV ตัวใหม่ที่ผมเพิ่งได้มา (ผมมี Apple TV 2 ตัว) พูดง่าย ๆ รวบรวมทรัพย์สมบัติ กับเงินที่มี ไปถอยเจ้าตัวบางนี่มา แทนที่จะใช้เงินหมื่นกว่าบาท Upgrade HD เป็น SSD 

ตั้งแต่วันแรกที่ผมเอามันมาใช้ ผมก็รู้ทันที่ว่า ผมคิดถูกมาก ๆ .....เหตุผลทีละข้อละกัน


ข้อ 1 มันเบา และบางมากกกก (เสียงสูง) น้ำหนักไม่ถึงโล (0.92 กก) จากเดิมที่ผมแบกสองกิโลกว่า เลยคิดว่าชีวิตผมเปลี่ยนไปมากเลย เมื่อก่อนผมไม่ค่อยพกเจ้า 13" ออกนอกบ้าน ยกเว้นไปพรีเซ็นท์งาน เดี๋ยวนี้ออกจากบ้านเมื่อไหร่ มันจะติดอยู่ในกระเป๋าสะพาย ที่แบน ๆ เบา ๆ นั่งที่ไหน ก็ทำงานที่นั่น



ข้อ 2 จอ 12 นิ้ว แต่ความละเอียดสูง 2,304 x 1,440 เทียบกับจอ MBP 13" ตัวเก่าผมแค่ 1,920 x 1,080 (เล็กกว่า 1 นิ้ว แต่ละเอียดกว่า) เป็นเรติน่าแบบ LED เลยไม่รู้สึกว่ามันเล็กลงแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับรู้สึกว่าสบายตา, ทำงานได้สะดวกกว่า เพราะจำนวนพิกเซลมากกว่า แม้ว่าจอภาพจะเล็กกว่าหน่อย แต่เหมือนได้พื้นที่ ทำงานเพิ่มขึ้น




ข้อ 3 แป้นพิมพ์ใหม่ บางเจี๊ยบ เห็นตอนแรกที่ iStudio ตอนมันออกมาใหม่ ๆ ก็คิดว่าคงพิมพ์ไม่สะดวก แต่พอได้ลองพิมพ์วันนั้น กลับรู้สึกแปลกใหม่ ไม่ถึงกับว่าพิมพ์ดีกว่า แต่มันเป็น "ความใหม่" ไม่ใช่ใหม่ดีกว่า แต่แค่ "ใหม่กว่า" มันแปลก ๆ ออกไปจากความรู้สึกจำเจเดิม ๆ


ผมเป็นคนที่ใช้แป้นพิมพ์แบบ "พิมพ์สัมผัส" คือพิมพ์แบบไม่ต้องมองแป้น การเปลี่ยนแป้นพิมพ์แบบบาง ๆ แต่ก็ยังเป็นปุ่มสัมผัสได้ จึงไม่เป็นปัญหา แต่จากการใช้งานผมจำเป็นต้อง "ตัดเล็บ" ให้สั้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากที่นาน ๆ จะตัดเล็บที เดี๋ยวนี้ผมต้องดูแลเล็บมือตัวเองทุกวัน ....ดีเหมือนกัน

ข้อ 4 เรื่องแบตฯ ก็ไม่มีอะไรมากครับ มันทนอย่างที่เขาเคลมนั่นแหละ ดีกว่าตอนผมใช้เครื่องเก่าเยอะ เพียงแต่ยังไม่เคยลองจับเวลาจริง ๆ จัง ๆ เท่านั้นเอง



ข้อ 5 อุณหภูมิ ไม่ร้อนเท่าเครื่องเก่าที่ผมใช้ เพราะตัวเครื่องมันมีแผงวงจรทั้งหมดนิดเดียว ผมเห็นในรูปแล้วยังตกใจเลยว่า "มันมีแค่นี้เองหรือ?" คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของเครื่องมันเป็นแบตฯ ครับ ดูเอาละกัน




ทั้งหมดอยู่ในบอร์ดเล็ก ๆ ที่เห็น มันเลยไม่ร้อน และไม่มีช่องระบายความร้อนด้วย ผมเลยเอาไปนอนเล่นบนที่นอนได้สบาย ๆ เอาหมอนรอง (เมื่อก่อนไม่กล้าเพราะมันต้องระบายอากาศด้านล่าง) ข้อดีที่ตามมาคือมันเลยเงียบกริบ ไม่มีเสียงพัดลมอื้อ ๆ เป็นระยะ ๆ รู้สึกดีจัง

ข้อ 6 Trackpad ที่ใหญ่ขึ้น และมีฟังชั่นเพิ่มขึ้นอย่าง Force Thouch (ตั้งน้ำหนักได้ และกดลึกกว่าเดิมอีกชั้นหนึ่งได้ ขอให้ไปหาข้อมูลดูนะครับ) ส่วนตัวผมยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ ชอบอย่างเดียวคือมันใหญ่ดี


ข้อ 7 ระบบเสียง เป็นสิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษ ผมเลิกใช้ลำโพงนอก (ยี่ห้อ Boston ที่ใช้มา 20 ปี) ไปเลยครับ เพราะมันไม่จำเป็นอีกแล้ว ผมใช้แต่เสียงที่มากับเครื่อง มันเป็นระบบ Stero ที่ดังสนั่นเกินตัว แยกมิติเสียงซ้ายขวาได้แบบไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ยกนิ้วให้เลยครับ เอาใจไปเต็ม ๆ




ข้อ 8 ความเร็วของการเปิด-ปิด เครื่อง และความเร็วในการประมวลผลต่าง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อมาใช้ SSD แล้ว ก็คงไม่กลับไปใช้ HD อีก เพราะเหมือนขับรถยนต์แล้วคงไม่ไปขี่เกวียนอีกนั่นแหละ สำหรับตัวโปรเซสเซอร์นั้นเป็น Intel Core M ซึ่งเหมาะสำหรับเครื่องเล็ก ไม่มีการ์ดจอ (ไม่เหมาะเล่นเกมส์ และการประมวลผลการ์ฟิคหนัก ๆ) สำหรับผมพอเพียงแล้วครับ

ข้อ 9 ความจุ ผมได้ SSD 512 GB มา ซึ่งพอดีกับงานที่บรรจุอยู่ในเครื่องแล้ว ค่อนข้างแน่นเพราะเคยชินกับเครื่อง 750 GB ส่วนตัวแล้วยังคิดไม่ออกว่าคนที่ใช้เนื้อที่สองร้อยกว่า หรือน้อยกว่านี้จะบริหารพื้นที่อย่างไร

ข้อ 10 เรื่องสำคัญ คือพอร์ต USB-C

ส่วนตัวผมไม่มีปัญหาครับ เพราะส่วนมากดีหมด เรื่องนี้เลยกลายเป็นเรื่องเล็ก ตามความเห็นส่วนตัว Apple พยายามนำผู้ใช้ไปหาอนาคต เห็นมาตั้งแต่มือถือไม่มีปุ่มของ iphone ตัวแรก (แต่ก็ยังมีปุ่ม Home) วันนี้แม้แต่ช่องเสียบหูฟังก็หายไปจาก iPhone 7 ได้ยินว่า iPhone 8 น่าจะไม่เหลือปุ่มอะไรและช่องอะไรอีก ขนาด sim ยังอาจไม่ต้องใส่ในอนาคต มือถือ 1 เครื่อง ไม่ต้องต่ออะไรอีกทั้งหูฟัง, สายชาร์ต, ช่องใส่ซิม ฯลฯ .....งั้นเรื่องพอร์ต USB-C ที่มันเหลืออยู่ใน Macbook 12" นี่ ก็คืออนาคตของพวกเรานั่นเอง ผมเห็นว่าเราก็ต้องปรับตัวเตรียมไว้เผื่ออนาคต ความท้าทายปัจจุบัน ก็ซื้อตัวต่อมาใช้ไปพลาง ๆ ก่อน วันหน้าเมื่อมันเปลี่ยนจริง ๆ คือทุกอย่างอยู่บน cloud หมด ไม่ต้องต่อเชื่อมอะไร เราก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปก่อนแล้ว


เล่าให้ฟังเคร่า ๆ ครับว่าระบบ "ไร้สาย" ที่มันไม่ต้องการการเชื่อมต่ออะไรเดี๋ยวนี้ เราทำอะไรได้บ้าง? (ใน Macbook 12" ทำได้หมดทุกข้อ)

  1. ส่งเก็บ และนำเข้าข้อมูล ด้วยระบบ cloud คือเก็บบนเมฆ (บนอินเตอร์เน็ต) มีให้บริการหลายราย เช่น iCloud ของ Apple, iDrive ของ Google และยังมีของไมโครซอฟท์ กับอีกหลาย ๆ ค่าย ทั้งฟรีและเสียเงิน (ไม่แพง) นอกจากนี้ยังมีระบบ Nas Storage คือการเก็บข้อมูลด้วย HD ใหญ่ ๆ ในบ้านหรือใน Office โดยสามารถส่งเก็บและนำเข้าข้อมูลโดยไม่ใช้สายได้ แม้ออกไปข้างนอกยังใช้ Internet ติดต่อกับ Nas ของเราได้ทั่วโลก เรื่องนี้เองที่ทำให้ Notebook หรือ Macbook ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลเยอะ ๆ ในตัวเอง บางเครื่องมีแค่ 64 หรือ 128 GB พอใส่แค่ OS กับ Software ก็พอแล้ว
  2. ในเครื่องเราสามารถสร้างระบบ wifi network ได้ในตัวเอง คือปล่อยสัญญาณไร้สายเพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องอื่น ๆ ใกล้ ๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
  3. การเชื่อมกับลำโพง หรือหูฟัง ก็ใช้ระบบไร้สายคือบลูทูธ ได้ 
  4. การส่งสัญญาณภาพไปเปิดในทีวี หรือโปรเจ็คเตอร์ ฯลฯ ก็มีระบบ AirPlay Display เช่น Mirror หน้าจอไปเปิดในทีวี, มอร์นิเตอร์, โปรเจ็คเตอร์, iPad หรืออะไรต่าง ๆ ที่มันมารองรับเยอะแยะไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต้องใช้สายให้เกะกะอีกต่อไป
  5. แม้แต่มีโทรศัพท์เรียกเข้า เราก็สามารถรับสายจาก Macbook ได้เลยครับเดี๋ยวนี้
  6. เอกสารต่าง ๆ ที่เราสร้าง หรือแก้ไข เช่นปฏิทิน, อีเมล์, รายชื่อโทรศัพท์, โน้ต, พรีเซ็นเตชั่น, เอกสาร, ตาราง, เขียนโค้ต ฯลฯ เราทำที่ไหนก็ได้ เมื่อไหรก็ได้ จากเครื่องไหนก็ได้ (ที่ตั้งค่า Account เดียวกัน) สมมติ ตอนเย็น ผมเขียนโน้ตบางอย่างไว้ใน Macbook แล้วเขียนไม่เสร็จ ตอนบ่าย ผมไปนั่งทานกาแฟ แต่ไม่ได้เอา Macbook ออกไปด้วย เอาแต่ iPad หรือ iPhone ไป ผมสามารถเอามันขึ้นมาเขียนโน้ตฉบับเดียวกันต่อได้เลย (สะดวกมาก ๆ) กับอีกหลาย ๆ เรื่องที่เราทำในเครื่องไหนก็ได้ อย่างการนัดหมาย ผมลงปฏิทินในโทรศัพท์ มันก็ update ใน ipad, กับ macbook ให้ด้วย เป็นต้น
  7. แม้แต่การสั่งพิมพ์เอกสารทางพริ้นเตอร์ ที่บ้านผมซื้อเครื่องพิมพ์แบบหลาย ๆ ฟังชั่นมา คือพิมพ์ได้, แสกนได้ และส่งแฟกซ์ได้ และมันต่อเข้า network ได้ด้วย งั้นผมจะนั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม ทำเสร็จอยากพิมพ์ก็สั่งพิมพ์มันตรงนั้นได้เลย ไม่ต้องเอาเครื่องมาต่อสายให้เสียเวลา 
นี่เป็นตัวอย่างของการทำงานสมัยใหม่ ที่ตัดความยุ่งยากเรื่องสายต่อ กับ พอร์ตต่าง ๆ ออกไปเกือบหมด มันก็มีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยังต้องใช้ Adapter แปลง USB-C เช่นการต่อกับโปรเจ็คเตอร์ที่ไม่มีระบบ wifi, ต่อรับข้อมูลจาก SD (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมี sd แบบ wifi ในตัวแล้ว) หรือ external drive อะไรอย่างนี้

สรุป

คือมีความสุขมากกับการตัดสินใจถอย Macbook 12" มาใช้ แทนที่จะ Upgrade SSD เพราะง่าย ๆ คือ มันเป็นตัวใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด เบา, บาง, ไม่ร้อน, เร็ว, แบตทน ที่สำคัญ ควักออกมาจากกระเป๋า มันก็แอบเท่ห์ น่ากราบทีเดียว

แต่ไม่ให้ใครมากราบหรอกนะครับ แฮ่ ๆ









วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พ่อของแผ่นดิน

"ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ 
วันพฤหัสบดี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ( รัชกาลที่ ๙ ) ครองราชย์วันที่ ๙ มิถุนายน ปี ๒๔๘๙ เมื่อพระชนมายุ ๑๙ พรรษา เสด็จสวรรคต เวลา ๑๕:๕๒ น. ณ โรงบาลศิริราช พระชนมพรรษา ๘๙ ปี ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี"


ผมเฝ้าถามตัวเองมาหลายวันนับจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ว่า ทำไมถึงมีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเกิดกับตัวเองมาก่อน เหมือนเศร้า เสียใจ .....น้ำตาไหลแบบห้ามตัวเองไม่ได้หลายครั้งที่ดูข่าวในทุกสื่อ เพียงแต่ไม่สะอื้น และไม่ได้ร้องไห้ออกมา

เสียใจที่แผ่นดินไทย คนไทย ต้องมีวันนี้?...... ก็ไม่น่าใช่ เพราะหลายปี หลายเดือน ที่ผ่านมา ก็บอกตัวเองว่าวันนี้ต้องมาถึง ยิ่งในสองสามวันก่อนหน้านั้น ก็มีเหตุต้องให้คิดว่า "คงใกล้เข้ามาแล้ว" แล้วก็จริง

เมื่อได้บอกไปกับเพื่อนๆ ว่า ไม่รู้เป็นอะไร อยากร้องไห้ตลอดเวลา เพื่อน ๆ ก็บอกว่า "เหมือนกัน"

ที่ผ่านมาหลายปี ผมถือว่าได้ฝึกฝนตนเองกับพระวัจนะของพระพุทธเจ้า ว่าด้วยเรื่องความไม่แน่นอน แล้วก็แน่ใจว่า แม้แต่ตัวเองเมื่อถึงวันนั้น วันที่ต้องหายใจครั้งสุดท้าย ผมจะไปแบบยอมรับ และเชื่อว่าผมไปดีในอารมณ์ของคนที่ถูกฝึกมาแล้ว

ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และได้เห็นข้อความ (ที่ยกขึ้นมาบรรทัดแรกข้างบน) ก็จึงได้เริ่มเข้าใจ

"ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ....." 

จำความได้ก็ได้ทราบว่าเป็นประชาชนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์นี้ 

โตขึ้นมา...จนอายุป่านนี้ อารมณ์นี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน ได้เห็นประชาชนเรียกพระองค์ว่า "พ่อ" ก็รู้สึกเช่นกันว่าท่านคือ "พ่อ" ไม่ใช่พ่อของเราคนเดียว แต่เป็น "พ่อของแผ่นดิน"

ดังเป็นที่ทราบว่า ตลอด 70 ปีแห่งการ "ครองแผ่นดินโดยธรรม" ของพระองค์ท่าน ได้ก่อเกิดคุณประโยชน์ทั้งต่อแผ่นดิน และราษฎร อย่างใหญ่หลวง

ไม่ว่าจะยังไง คนไทย ก็มี "พ่อ" ท่านหนึ่งที่คอยดูแลมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ...... นานจน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต 60 กว่าล้านชีวิต

วันนี้ พ่อได้ปฏิบัติภาระกิจของพ่อเสร็จสิ้นแล้ว พ่อกลับไปสู่ดินแดนของท่าน บนสรวงสวรรค์ ที่ท่านอยู่มาตลอดเพื่อบำเพ็ญบารมีของท่านต่อไป

คิดดังนี้แล้ว ผมถึงค่อยรู้ว่า ความรู้สึกที่ผ่านมา มันก็คือการ "สูญเสียส่วนหนึ่ง" ของชีวิตไป และก็คงจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับบรรดา "ลูกทั้งแผ่นดิน" ของพ่อเวลานี้ 

เมื่อได้รู้แล้ว ก็คงต้องเปลี่ยนให้กลับมาเป็นความรู้สึกปลื้มปิติแทนการเสียใจ ปิติที่พ่อเลือกแผ่นดินไทย นอกจากนั้นแล้ว ยังเลือกช่วงเวลา 70 ปี เป็นช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินของท่าน นานถึง 60 กว่าปี 

สิ่งที่เราจะต้องทำ เพื่อเป็นการตอนแทนพระคุณ ตอบแทนความเหนื่อยยากตลอดชีวิตของพ่อ ก็คือปฏิบัติตามคำสอนของพ่อ และต้องทำให้สุด แม้จะเทียบไม่ได้กับหนึ่งในล้าน ของความเหนื่อยยากของพ่อที่ได้ทำให้กับลูก ๆ ของท่าน .....ก็ยังดี

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นายธีรวัจน์ ศิริวรรณกุลธร
และครอบครัว

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559


"Try and fail, but don't fail to try."
(Stephen Kaggwa)


นายแบงค์บอกว่าไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้เพราะธุรกิจของคุณมีโอกาสล้มเหลวครึ่งต่อครึ่ง (50%)
แต่คนสำเร็จบอกว่า งานใดก็ตาม แค่มีโอกาสสำเร็จเพียงเล็กน้อย เขาจะลองทำ....
จริงนะ ....สมมติโอกาสสำเร็จแค่ 10% แต่ถ้าเราลงมือทำสัก 10 ครั้ง ก็เท่ากับสำเร็จ 100% (10 x 10 = 100)
เพราะ "พยายามแล้วล้มเหลว แต่อย่าล้มเหลวที่จะพยายาม"

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วิธีสืบค้นรายละเอียดในสารบบ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

ห่างหายไปนานสำหรับการเขียน Blog นะครับ วันนี้ผมมีเรื่องจะรีวิว

เราทราบกันนะครับว่า ผลิตภัณฑ์ BodyKey ของเราได้รับ อย.ประเภท "อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก"  แต่เราทราบกันหรือไม่ว่า ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย.) ได้มีการอนุญาตให้ออกหมาย อย. สำหรับอาหารประเภทนี้ กับยี่ห้อใดบ้าง?

ผมไม่มีเวลาค้นนะครับว่า อย.ออกให้ใครบ้าง แต่ถ้าอยากจะค้น ให้เราเข้าไปที่นี่ครับ

http://164.115.28.102/FDA_PRODUCT/PRODUCT/FRM_SEARCH_FOOD.aspx


ผมลองค้นดูสำหรับบอดี้คีย์ ก็ได้ผลมาแบบนี้ครับ นั่นแสดงว่า บอดี้คีย์ ได้รับอนุญาตให้โฆษณาได้อย่างถูกต้องว่าเป็น "อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก"



ในขณะที่ผมก็พยายามหาข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักในท้องตลาดใดบ้างที่ อย.อนุญาตให้โฆษณาได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อควบคุมน้ำหนัก ก็เจอแบบนี้ครับ (ไม่ขอระบุยี่ห้อนะครับ)



แต่ผมไม่ได้บอกว่า "บอดี้คีย์" เป็นผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเดียวที่ได้รับอนุญาตเรื่องควบคุมน้ำหนักนะครับ เพราะอาจจะมียี่ห้ออื่นอีก ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านหาเจอก็ขอแชร์ด้วยนะครับ เพื่อนำเอาคุณสมบัติ และราคามาเปรียบเทียบกันดู

โชคดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประวัติ และผลงานทางดนตรีไทย



ผมขออนุญาตเก็บบันทึกบางอย่างไว้ตรงนี้นะครับ เผื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ลูกหลานจะได้รู้จักในอีกแง่มุมหนึ่ง

ประวัติ และผลงานทางดนตรีไทย

เริ่มเรียนซอด้วง ตอนอายุ 14 ที่แปดริ้ว เมื่อประมาณปี 2512 กับครูสนิท สืบสมาน ขณะนั้นได้เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เพลงแรกที่ต่อคือ "โหมโรงไอยเรศ 3 ชั้น" ต่อมาเมื่อจบชั้น ม.ศ.3 ได้เข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ ที่วิทยาลัยพาณิชย์การธนบุรี และเข้าร่วมชุมนุมดนตรีไทย ซึ่งมีครูดนตรีไทยท่านหนึ่งมาสอนพิเศษ คือครูเสริม วรศรี

หลังจากเรียนจบระดับชั้น ปวศ. แผนกบัญชี ที่วิทยาลัยพาณิชย์การธนบุรี ก็ได้เข้าทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย (เมื่อมี 2519) จึงได้มีโอกาสได้เรียนดนตรีกับครูหลาย ๆ ท่าน อาทิ อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน, อาจารย์เบญจรงค์ ธนโกเสธ, อาจารย์สุวิทย์ บวรวัฒนา นอกจากนี้ยังได้เข้าวงดนตรีไทยของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเคยมีผลงานชนะเลิศการประกวดการบรรเลงเพลงไทยแต่งใหม่ ชื่อเพลงสุดสายใจเถา แต่งโดยอาจารย์จันทร์ โตวิสุทธิ์ ประมาณปี 2534 และก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2528 ได้เข้าร่วมประกวดเดี่ยวซอด้วง "ฆ้องทองคำ" ได้รับพระราชทานรางวัลรองชนะเลิศในครั้งนั้น ซึ่งเพลงที่ใช้ในการประกวดคือเพลง "นกขมิ้น 3 ชั้น" (ต่อทางเดี่ยวกับครูบุญยง เกศคง) และเพลง "พญาโศก" (ต่อทางเดี่ยวมาจากการแกะเทปทางเพลงของครูหลวงไพเราะ เสียงซอ)

ในการเล่นดนตรีไทย นอกจากซอด้วงแล้ว ยังได้หัดเป่าขลุ่ย (เคยต่อเพลงเดี่ยวพญาโศก กับครูยรรยง แดงกูร), ตีขิม (เคยต่อเพลงเดี่ยวพญาโศก, หกบท และลาวแพน จากอาจารย์สุวิทย์ บวรวัฒนา), ซออู้ และเครื่องสายอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ มีผลงานการบรรเลงบันทึกเทปหลายชิ้น กับวงดนตรีเครื่องสายผสมออร์แกน คณะวัชระบรรเลง โดยได้เล่นเครื่องดนตรีต่าง ๆ ด้วย เช่นสีไวโอลินบ้าง และตีขิมบ้าง นอกจากนี้ยังได้เคยบรรเลงวงเครื่องสายไทย วงเสนาะดุริยางค์ บันทึกเทปประกอบการขับร้องของอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน หลายชิ้นเช่นกัน

ประมาณปี 2529 ได้สอบผ่านเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขา ของธนาคารกสิกรไทย จึงต้องย้ายจากกรุงเทพฯ ออกไปทำงานที่ภาคอีสาน จนได้ลาออกจากธนาคารกสิกรไทย ไปทำงานบริษัทเงินทุน ฯ และปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว และย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.2543 จนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น นับจากปี 2529 เป็นต้นมา จึงเหมือนกับได้อำลาวงการดนตรีไทยไปเลยเนื่องจากในภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ไม่ได้มีการรวมวงเล่นดนตรีไทยเหมือนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดภาคกลาง 

ปัจจุบัน สามารถติดต่อกับผมได้ทางนี้ครับ https://www.facebook.com/chatchawan55

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประสบการณ์ครั้งแรกกับการลง Lion OSX แบบ Clean Install

วันนี้ตัดสินใจล้างเครื่อง Macbook Pro ตัวโปรด เพราะรู้สึกว่ามันช้าผิดปกติ โดยเฉพาะตอน Shatdown และตอน Boot เปิดเครื่อง ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงอยากเล่าประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เผื่อบางคนอยากทำจะได้ปรึกษากันได้ (โดยเฉพาะพวกอย่างเราที่ไม่ใช่ช่างคอมพ์ หรือพวกมือโปร)

จริง ๆ มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเท่าที่หาดูในเน็ท หลาย ๆ คนก็มีปัญหาเดียวกันหลังจาก Upgrade จาก ระบบปฏิบัติการ Snow Leopard มาเป็น Lion แล้วมันจะช้า ไม่เหมือนพวกที่ซื้อเครื่องใหม่ลง Lion มาเลย (ที่เรียกว่า Clean Install) มันจะลื่น และเร็วกว่ากัน 

ล่าสุดได้ลองเครื่อง Macbook Pro ตัวอื่นที่มันเร็วจริง ๆ ก็เลยสรุปว่าคงต้องทำการ Clean Install ลองดู จากนั้นจึงได้หาเรียนจาก Dr.Google (ทุกอย่างหาได้จาก Google จริง ๆ) พบวิธีทำ Clean Install OSX Lion โดยไม่ต้อง Upgrade จาก Snow Leopard เมื่อวาน (10 พค.55) ก็ลงมือ แป๊บเดียวครับ เสร็จเรียบร้อย ทำครั้งเดียวเท่านั้นโดยทำตามวิธีของ Dr.Google 

หลังจากนั้นก็ถึงขั้นตอนการลง Software ผมก็ยังติดกรอบความคิดเดิม ๆ คือ ค่อย ๆ ลงทีละ App.ไปเรื่อย ๆ, Data ก็ค่อย ๆ Copy เข้ามาเรื่อย ๆ เพราะไม่อยากใช้การ Restore จากก้อน External HD ที่ผมเอาไว้ทำ Time Machine (เนื่องจากมีคนบอกว่ามันจะหอบเอาปัญหาเดิม ๆ ที่เคยมี มาไว้ใน Lion สด ๆ ที่อุตสาห์เพิ่งลงไปแบบ Clean Install) แต่พอทำไปสักพักก็รู้สึกว่ามันเสียเวลาหรือเปล่า? โดยเฉพาะตัวติดตั้ง App. หลาย ๆ ตัวมันหายไปหมดแล้ว จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าติดตั้งอะไรไปมั่ง 

แล้วไหนจะพวก Data ที่เป็นงาน ๆ ๆ ๆ มันก็กระจัดกระจาย ตอนแรกมีบอกว่าไม่สามารถเลือก Copy ทีละ File หรือ Folder จากก้อน Time Machine มาได้ (เขาว่ากันว่า Time Machine มันเอาไว้ Restore อย่างเดียว)

Migration Assistant Utility
ถามไปทาง Dr.Google ก็ได้ความว่ามี Utility ชื่อ Migration Assistant แอบอยู่ใน Utilities ของโฟลเดอร์ Application มันสามารถเลือกเอาอะไรของเดิม ๆ มาก็ได้ เลือกไม่เอาก็ได้....ก็เลยจัดมา 2 ชั่วโมงเรียบร้อยทั้ง Application, ทั้ง Data และ User Setting ต่าง ๆ รวมแล้วทั้งหมดทั้งมวล ไม่ถึง 3 ชั่วโมงดีเสร็จเรียบร้อยลื่นไหลไร้ปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น (มีนิดเดียวจริง ๆ ที่มันโผล่ User Account ของ Guest มาที่ Boot Menu ของ Lion..... Dr.Google ก็บอกว่ามันเพิ่มมาให้จาก Lion เวอร์ชั่นล่าสุดที่เพิ่ง Update เมื่อวานนี้เองพอดี) 

แต่เชื่อไหมครับว่าปัญหาใหญ่กลับไปอยู่ที่การลง Windows 7 เพื่อเป็น OS ทางเลือก จริง ๆ ผมไม่ได้ใช้มันอีกแล้ว นอกจากโปรแกรมเดียวเองคือ Extreme Karaoke แล้วมันก็ขาดไม่ได้เสียด้วย ซึ่งมันก็ไม่มีใน Lion ก็เลยต้องหาวิธีลง Windows 7 อีก OS หนึ่ง ตอนนี้แหละครับ ปัญหาตามมาเป็นกระบุง ตั้งแต่เลือกวิธีติดตั้ง ว่าจะใช้ Bootcamp หรือ VM ผมจะเล่าให้ฟังย่อ ๆ 

  • ลงด้วย Bootcamp ก่อน (มี App. อยู่ใน Utilities ) ก็ได้เรียนรู้ว่าต้อง Download พวก Drivers ก่อน
  • Windows 7 ตัวแรกลงไม่ผ่าน เพราะมันเป็น Win7'64 
  • ลงตัวที่ 2 ผ่านฉลุย แต่ผมรับไม่ได้เพราะเผลอไปเอาแผ่น Win7Thai มาลง
  • ลงตัวที่ 3 ไม่ผ่าน เพราะแผ่นติดตั้งเสีย (กรรม)
  • ตัวที่ 4 เปลี่ยนใจมาใช้ VM Ware (Vitual Machine) คล้าย ๆ กับ Parallels for mac เสียเวลาติดตั้งผ่านเสร็จเรียบร้อย ทดลองติดตั้ง Extreme Kara. ปรากฎมัน error เล่นโปรแกรมไม่ได้ (ลบทิ้ง)
  • ตัวที่ 5 กลับมา Bootcamp ติดตั้งตัว win7'32 Activated เรียบร้อย ทีนี้เรื่องยาวแล้วเพราะมันต้องลง antivirus, update antivirus data...นานนนน มากกกก.....เสร็จแล้วก็ update windows 7 ...โอ้แม่เจ้าาาา.....นานนนนน...โคตรๆๆๆๆ (ขออภัย) update แล้ว restart ...update-restart เรื่อย ๆ ๆ ๆ ๆ เป็นยี่สิบสามสิบครั้ง จริง ๆ ทำไมมันจะต้อง download-install-restart อยู่นั่น จนถึงตัว update service pack มันให้ restart อยู่ 4-5 รอบแค่ update ตัวเดียวนี่แหละ
เรื่องของเรื่องคือผมต้องการแค่ Windows 7 ที่ activate ผ่าน ลง antivirus ที่ update virus data ได้ มันจะได้ไม่ต้องเตือนอยู่เรื่อย ๆ แล้ว windows ก็ update ได้เรื่อย ๆ ด้วย แต่ โฮ่....พี่น้อง ผมคิดถูกจริง ๆ ที่ลา windows มันมาได้.....(ถ้าไม่ต้องมี Karaoke ไว้เผื่อเพื่อน ๆ นะ...ได้ลาจริง ๆ ไปแล้ว)

สรุปแล้ว ผมใช้ Lion osx ใน Mac เป็นหลัก(มาได้ปีเดียว) เพิ่งเคยลง OS ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก (และคิดว่าคงไม่ต้องลงของตัวเองอีกแล้ว เว้นลงให้เพื่อน ๆ ) มันง่ายซะจนเขิน.....ในขณะที่ใช้ windows มาตลอดชีวิต ลง win os มาเป็นหลายร้อยครั้ง จนหลับตาทำได้ตั้งแต่ win32, win95, win98,98se,me,2000,xp....จนถึง win7 .......ผมนึกออกว่าทำไม windows ของเพื่อน ๆ ถึงปัญหาเยอะจัง ....ก็เพราะมันเป็น windows ที่ไม่ได้ Activate เลย update ไม่ได้, Antivirus ไม่ได้ลง ถึงลงก็ไม่ได้ update , error ของ windows ก็ไม่เคย clear ด้วยโปรแกรมพวก Cleanup ต่าง ๆ, ช่อง usb ก็โดนเสียบ ๆ ๆ ๆ พวก anti mullware ต่าง ๆ ก็ไม่มี ....พูดง่าย ๆ ใช้อย่างเดียวไม่เคยเรียนอะไร Dr.Google ก็ไม่รู้จัก.....เพื่อน ๆ ก็อดทนกันหน่อยนะครับ มันพังก็ซื้อใหม่เอาแล้วกัน เดี๋ยวนี้ notebook มันถูก ๆ เอง หมื่นเดียวเท่านั้นแหละ

อยากให้คนยอมรับหรือไม่?


"Respect and trust can never be taken for granted.
They are attributes that have to be proven.
They are also directly reciprocal to the behaviour of others."
Elaine Sihera


ไม่มีใครแจกความนับถือ และความเชื่อถือให้กันฟรี ๆ มันเป็นคุณสมบัติที่ต้องพิสูจน์ และคนกลุ่มเดียวกันนี้ ก็จะนับถือ และเชื่อถือกันและกัน